5. Cannondale รุ่น Supersix EVO Carbon Ultegra Di2 (165,000 บาท)

  มาถึงลำดับสุดท้าย สำหรับ การจัด 5 อันดับ เสือหมอบที่น่าครอบครองที่สุด อันดับนี้ตกเป็นของ Cannondale จากสัญชาติอเมริกาเช่นกัน จุดเด่นอยู่ที่รูปทรงของตัว Body ที่ดู ดุดัน โฉบเฉี่ยว และมีระดับ โครงรถเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ผสานกับเทคโนโลยี “BallisTec Carbon” ที่ช่วยให้จักรยานมีน้ำหนักเบา และมีความทนทานสูง นับว่า Cannondale สามารถตอบโจทย์ให้กับนักปั่นระดับ High End ได้อย่างตรงจุด จุดเด่นอีกอย่างก็คือ ใช้ระบบเกียร์ไฟฟ้า และระบบเบรกของ Shimano บวกกับยางคุณภาพเยี่ยมจาก Schwalbe ONE ทำให้การทำความเร็วในย่านที่สูงๆ สามารถปั่นไปได้อย่างราบลื่น และไร้อาการสะดุด                        

4. Marin Stelvio: รุ่น T3 Pro Red (200,000 บาท)

  อันดับ 4 ตกเป็นของ Marin Stelvio บริษัทผลิตจักรยานสัญชาติอเมริกัน ที่ถือว่าเป็นม้ามืดจริงๆ ในวงการเสือหมอบ จุดเด่นที่ทำให้ เสือหมอบคันนี้ติดอันดับก็เพราะมีการเลือกใช้วัสดุชนิดพิเศษอย่าง คาร์บอนชนิดพิเศษที่เรียกว่า Carbon T3 มาทำเฟรมจักรยาน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความเบา แต่เหนียวทนต่อแรงอัด จึงทำให้การปั่นนั้นเป็นไปอย่าหงราบลื่น ส่วนเบาะจักรยานก็ได้รับการออกแบบมาให้สอดคล้องกับสรีระของผู้ขี่ จึงทำให้สามารถปั่นจักรยานระยะ   T3 Pro Red มาพร้อมกับขุมพลังจาก ชุดเกียร์ 11 Speed และระบบเบรกของ SRAM ซึ่งความสามารถนั้นไม่น้อยหน้าค่ายอื่นเลย จุดเด่นของระบบเกียร์รุ่นนี้คือมีความไวสูงนั่นหมายถึงว่าเหมาะสมสำหรับนักปั่นที่ต้องการคอนโทรระหว่างปั่นตลอดเวลา พร้อมระบบเบรกที่มีการจับอย่างรวดเร็วทำให้ ค่ายนี้ได้รับความนิยมจากนักปั่นจนอยากจะหามาครอบครองให้ได้                  

3. Bianchi Infinito : รุ่น CV Chorus Compact (214,500 บาท)

  มาต่อกันกับลำดับที่3 เสือหมอบที่น่าครอบครองที่สุด Bianchi คือแบรนชั้นนำจากอิตาลี่ ที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับจากนักปั่นทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีใหม่ Countervail มาซ้อนในชั้นคาร์บอนของเฟรม สำหรับลดแรงสั่นสะเทือนของเฟรมจักรยาน ช่วยให้ปั่นได้นิ่งและไหลลื่นยิ่งขึ้น ตัวเฟรมเป็นคาร์บอนคุณภาพเยี่ยมที่มีน้ำหนักเบา   จุดเด่นก็คือมีการใช้ชุดเกียร์ และชุดเบรกของ Campagnolo Chorus เพิ่มความเรียบหรูไปกับเบาะหนังแท้จากแบรนด์ fizik ด้วย CV Chorus Compact ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักจักรยานที่ชอบขี่ระยะทางยาวๆ (Endurance biker) และสำหรับนักแข่งที่ต้องการความนุ่มนวลแบบในสนามที่มีความสั่นสะเทือนสูง                

2.Eddy Merckx : รุ่น EMX-525 Shimano Ultegra (248,500 บาท)

  มาต่อกันที่ลำดับ  2 เสือหมอบที่น่าหามาใช้ที่สุด สำหรับเสือหมอบคุณภาพระดับ High End จากทางเบลเยี่ยม ผลงานจากค่าย  Eddy Merckx ด้วยรูปทรางที่ปราดเปรียว และแข็งแกร่งด้วยวัสดุชั้นเยี่ยมที่ผ่านการาคิดค้น และศึกษามาอย่างยาวนาน และที่พิเศษที่สุดก็คือ เสือหมอบรุ่นนี้ทำขึ้นมาเป็นรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเป็นเกียรติให้กับ Eddy Merckx ผู้ก่อตั้งบริษัท   ความโดดเด่นในรุ่นนี้ก็คือมีการใช้ระบบขับเคลื่อนและเบรกของ Shimano Ultegra มือเบรกเป็นคาร์บอน สัมผัสจะเบาลง ระยะสับเกียร์สั้นลง แต่รู้สึกถึงการสับเกียร์ได้ชัดเจนขึ้น เบรก Ultegra รุ่นนี้หันมาใช้ดีไซน์ Symmetrical Dual Pivot ซึ่ง Shimano Ultegra ช่วยเพิ่มแรงเบรกกว่า 10% เทียบกับรุ่นก่อน และใช้สาร polymer เคลือบบนสายเบรกเพื่อลดแรงเสียดทานและความนุ่มนวลในการเบรกด้วย                  

1.Specialized S-Works Tarmac Di2 Disc (332,500 บาท)

    มาดูกันในลำดับที่ 1กับ จักรยานเสือหมอบที่น่าครอบครองที่สุด ผลิตจากค่าย Specialized แบรนจักรยานคุณภาพจากสหรัฐอเมริกา เป็นจักรยานเสือหมอบที่มีความคล่องตัวสูงพร้อมชุดเบรกแบบ “ไฮดรอลิก” และชุดเกียร์คุณภาพเยี่ยมของ “Shimano”  เฟรมจักรยานทำมาจากคาร์บอน ซึ่งแบ่งตามรุ่น Expert, Pro, S-Works, และ S-Works + McLaren ตามเกรดคาร์บอนที่ใช้ S-Works Tarmacนับว่าเป็นเสือหมอบที่นักปั่นนั้นต้องการจับจองกันมากที่สุด     ราคา (USD) S-Works Tarmac Disc: $9,500 S-Works Tarmac Red: $8,250 S-Works Tarmac Dura-Ace: $8,250 S-Works Tarmac Disc Frameset: $5,500 S-Works Tarmac Frameset: $3,750